本站提供正體中文版。切換到正體中文本站提供简体中文版。切换到简体中文This site is available in English.View in Englishこのサイトには日本語版があります。日本語で表示이 사이트는 한국어로도 제공됩니다.한국어로 보기Diese Website ist auch auf Deutsch verfügbar.Auf Deutsch ansehenEste sitio web también está disponible en español.Ver en españolQuesto sito è disponibile anche in italiano.Visualizza in italianoCe site est également disponible en français.Afficher en françaisEste site também está disponível em português.Ver em portuguêsDeze website is ook beschikbaar in het Nederlands.In het Nederlands bekijkenЭтот сайт также доступен на русском языке.Смотреть на русскомयह वेबसाइट हिन्दी में भी उपलब्ध है।हिन्दी में देखेंهذا الموقع متاح أيضًا باللغة العربية.عرض بالعربيةSitus ini juga tersedia dalam bahasa Indonesia.Lihat dalam bahasa IndonesiaBu site Türkçe olarak da mevcut.Türkçe görüntüleTa strona jest dostępna także po polsku.Wyświetl po polskuTrang web này cũng có phiên bản tiếng Việt.Xem bằng tiếng Việtاین وب‌سایت به فارسی هم در دسترس است.مشاهده به فارسیЦей сайт також доступний українською.Переглянути українськоюTato stránka je k dispozici také v češtině.Zobrazit v češtiněEz az oldal magyarul is elérhető.Megtekintés magyarulAcest site este disponibil și în limba română.Vizualizare în română

การฆาตกรรมโดยงดเว้น: ข้อคิดจากข่าวสังคมเรื่องผู้สูงอายุสมองเสื่อม

ชีวิต2018.06

ข่าวสังคมบางเรื่อง เวลาที่อ่านมักคิดไปว่าเป็น “เรื่องของคนอื่น” จนกว่าจะเกิดขึ้นจริงใกล้ตัว เกิดกับคนที่รู้จัก จึงรู้สึกตัวขึ้นมาว่าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นได้จริง

เรื่องราวที่น่าสะเทือนใจ

มีคู่สามีภรรยาสูงอายุที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมขั้นรุนแรงคู่หนึ่ง ถูกลูกหลานทิ้งให้ใช้ชีวิตตามลำพังอยู่ในชนบท ในชีวิตประจำวัน ลูกหลานจ้างเพียงคนส่งอาหารกล่องให้เท่านั้น ส่วนการดูแลด้านอื่นแทบไม่มีเลย ทั้งสองคนเพราะโรคสมองเสื่อม จึงดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันไม่ได้อีกต่อไป สภาพที่อยู่อาศัยจึงค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงตามไปด้วย

ช่วงตรุษจีน ลูกหลานกลับไปกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ไม่ใส่ใจอะไร ต่างฝ่ายต่างคิดว่าการดูแลพ่อแม่เป็นความรับผิดชอบของอีกฝ่าย ถึงขั้นมีคนเสนอว่า ให้สำนักงานสวัสดิการสังคม (หน่วยงานท้องถิ่นด้านสวัสดิการสังคม) เข้ามาช่วยจัดหาที่พักให้ผู้สูงอายุทั้งสองคนไปเลย

ต่อมา ผู้สูงอายุคนหนึ่งล้มแล้วบาดเจ็บจนเสียชีวิต ส่วนอีกคนเพราะโรคสมองเสื่อม จึงไม่รู้เลยว่าคู่ชีวิตที่อยู่เคียงข้างกันมาทั้งชีวิตได้จากไปแล้ว จึงไม่มีทางร้องขอความช่วยเหลือได้ จนกระทั่งเพื่อนบ้านรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ เข้าไปดูในบ้าน จึงพบว่าผู้สูงอายุคนหนึ่งเสียชีวิตมาแล้วหลายวัน ส่วนอีกคนก็เฝ้าอยู่ข้าง ๆ ตามลำพัง โดยไม่มีใครดูแล เพื่อนบ้านจึงรีบติดต่อลูกหลานของทั้งสองคน

(คำบรรยายต้นฉบับมีภาพที่สะเทือนใจเกินกว่าจะบรรยายอยู่หลายจุด ในที่นี้จงใจตัดทอนไว้ เหลือไว้เพียงโครงเรื่องของเหตุการณ์)

“การงดเว้น” ก็อาจเป็นการทำร้ายรูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน

ในทางกฎหมายมีแนวคิดหนึ่ง เรียกว่า “ความผิดโดยงดเว้น” พูดง่าย ๆ คือ เมื่อคนหนึ่งมีหน้าที่ปกป้องดูแลอีกคนหนึ่ง แต่ในสถานการณ์ที่สามารถกระทำได้กลับเลือกที่จะไม่กระทำ จนเป็นเหตุให้อีกฝ่ายได้รับอันตราย การ “ไม่ทำอะไรเลย” เช่นนี้เอง ก็อาจก่อให้เกิดความรับผิดทางกฎหมายได้

พ่อแม่ต่อบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้วต่อพ่อแม่ที่พิการหรือเป็นโรคสมองเสื่อม ทั้งในทางกฎหมายและจริยธรรม ล้วนมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูดูแลอยู่ในระดับหนึ่ง เมื่อหน้าที่นี้ถูกละเลยไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อย ๆ ผลลัพธ์ที่ “ไม่ได้ลงมือทำ แต่กลับก่อให้เกิดอันตราย” นั้น ก็ไม่อาจพ้นความรับผิดไปได้เพียงเพราะคำว่า “ก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนี่”

จุดที่ข่าวนี้ทำให้ผมไม่อาจสงบใจได้อยู่นาน ก็คือจุดนี้เอง สิ่งที่ร้ายแรงถึงชีวิตอย่างแท้จริงนั้น มักไม่ใช่การกระทำที่รุนแรงเพียงครั้งเดียว หากแต่เป็นความเฉยเมยที่ยืดเยื้อยาวนานและการโยนความรับผิดชอบให้กันไปมา

สิ่งที่อยากฝากไว้ในใจ

โรคสมองเสื่อมทำให้ความสามารถด้านการรับรู้ของคนคนหนึ่งเสื่อมถอยลงอย่างรุนแรง จนเกือบถึงขั้นต้องการการดูแลอย่างเต็มที่จากคนรอบข้าง นี่ไม่ใช่ “เขาตั้งใจไม่ให้ความร่วมมือ” หากแต่เป็นความโหดร้ายของตัวโรคเอง การเข้าใจจุดนี้ คือจุดเริ่มต้นของการดูแล

ผมยังเชื่อเสมอมาว่า ครอบครัวที่เดินมาถึงจุดที่ปฏิบัติต่อผู้สูงอายุด้วยวิธีที่ใกล้เคียงกับ “การกักขัง” เบื้องหลังมักเป็นความผูกพันในครอบครัวที่ห่างเหินมานานหลายปี จนกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้าต่อกัน ความห่างเหินทางความรู้สึกไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ผลลัพธ์ที่ความห่างเหินนี้นำมา อาจหนักหนาสาหัสจนไม่อาจแก้ไขได้

ดังนั้น การศึกษาด้านคุณธรรมและแนวคิดเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ จึงต้องสอนกันตั้งแต่วัยเด็กอย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่เพียงเพื่อผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเพื่อให้คนรุ่นต่อไปเข้าใจว่า การดูแลและการอยู่เคียงข้างกัน ไม่เคยเป็นความรับผิดชอบที่จะจ้างคนนอกทำแทนได้ หรือผลักภาระให้คนอื่นได้